The Integration of Feng Shui with Architectural Design ; Feng Shui Knowledge Center (Thailand)
  ฮวงจุ้ย วิทยาศาสตร์แห่งการบริหารพลังงานตามหลักสถาปัตยกรรมศาสตร์เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของมนุษย์
  อ.ตะวัน เลขะพัฒน์ โทร. 080-298-9998
 
 
 

หน้าแรก

ความรู้เรื่องฮวงจุ้ย

ข่าวสารจากทางสถาบัน

กรณีศึกษาจริง

เจาะลึก ปีระกาไฟ 60

หาโอกาสผ่าวิกฤติ "ปีวอก" 59

รู้ทันฟ้ารับปี “มะแม” 58

ถอดรหัสฟ้ารับปีม้าไฟ 57

รู้ทันฮวงจุ้ยปีมะเส็ง 56 "ฝนยั่วไฟ"

• ฮวงจุ้ยดีรับปีมังกรคะนองน้ำ 55

• เสริมฮวงจุ้ยรับปี
กระต่ายตื่นทอง 54

ฮวงจุ้ยดีรับปีเสือดุ 53

ประวัติของศาสตร์ฮวงจุ้ย

วิทยาศาสตร์ของศาสตร์ฮวงจุ้ย

ฮวงจุ้ยกับชีวิตมนุษย์

สาส์นจาก อ.ตะวัน

ถอดรหัสทิศดีปี 52

หลักสูตรการอบรม

ขอบเขตการให้คำปรีกษา

ประวัติ อ.ตะวัน เลขะพัฒน์

ติดต่อ อ.ตะวัน เลขะพัฒน์

 
 

 

เปิดประเด็นเงินล้าน ระหว่าง ‘ความงาม’ กับ ‘ความเชื่อ’

อาจารย์ตะวัน เลขะพัฒน์ VS รศ.ดร.ชูพงษ์ ทองคำสมุทร
Credit : Praew Fortune 2017

จริงหรือไม่ ที่ธุรกิจทุกวันนี้ เบื้องหน้าแข่งขันกันด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมที่หรูหราอลังการ ขณะที่เบื้องหลังก็ส่งพลังเชือดเฉือนกันตามศาสตร์วิชาของฮวงจุ้ย จึงกลายเป็นกระแสตามหาซินแสชื่อดังด้วยค่าตัวสูงลิ่ว ไม่แพ้สถาปนิกนามอุโฆษเลยทีเดียว

Praew Fortune 2017 จึงเชิญรองศาสตราจารย์ ดร.ชูพงษ์ ทองคำสมุทร คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และอาจารย์ตะวัน เลขะพัฒน์ ซินแสฮวงจุ้ยที่ได้รับความเชื่อถือจากนักธุรกิจระดับประเทศ มาวิเคราะห์ให้เห็นกันจะๆ ระหว่างศาสตร์ที่สามารถรับรู้ได้โดยตาเนื้อ กับศาสตร์ที่อาศัยความเชื่อและศรัทธาล้วนๆ แต่หากอยู่ด้วยกันมีแต่เฮงกับเฮง






ยุคดิจิทัลพลังฮวงจุ้ยมาแรงกว่างานออกแบบจริงหรือไม่

อาจารย์ตะวันมองในมุมซินแสที่คร่ำหวอดอยู่กับการปรับฮวงจุ้ยมานานหลายปีให้ความเห็นว่า
“สถาปนิกกับซินแสมีเป้าหมายเหมือนกัน คือ ต้องการให้ผู้อยู่อาศัยเจริญรุ่งเรือง สุขกายสบายใจ บ้านจึงต้องเป็นเหมือนแท่นชาร์จแบตเตอรี่ที่ดี เพื่อที่ว่าเวลาออกจากบ้านแล้ว เกิดปัญหาอะไรก็ลุยแก้ปัญหาอย่างมีสติ มีพลัง กลับบ้านไปกินข้าว พักผ่อน รับพลังเต็มที่ ตื่นขึ้นมาก็ออกไปสู้งานใหม่ เมื่อสถาปนิกออกแบบบ้าน หรืออาคารออฟฟิศ ให้ความสะดวกสบายตามหลักวิชาสถาปัตยกรรม เช่น รู้ว่าจะจัดประตูทางเข้าตรงไหนจึงสะดวก จัดห้องนั่งเล่น ห้องกินข้าว ห้องครัวอย่างไร เป็นการทำงานคู่กับเจ้าของบ้าน หรือเจ้าของธุรกิจ แต่ก็มีในบางเรื่องที่สถาปนิกจะไม่ทราบ เช่น ควรเลือกใช้สีสันอะไร ปกติใช้วิธีถามลูกค้า ลูกค้าก็เลือกจากสิ่งที่เคยเห็นหรือมีประสบการณ์มา ซึ่งอาจจะถูกต้องหรือไม่ก็ได้

แต่หากลูกค้าปรึกษาซินแส เขาก็จะมีสูตรคำนวณว่า ภายใต้โครงสร้างของวัน เดือน ปี และเวลาเกิด สีสันอะไรเหมาะกับดวงเขาที่สุด วางประตูทิศไหนดี ใช้วัสดุอะไร ซึ่งต่อให้เจ้าของบ้านประสบความสำเร็จมาขนาดไหน ในชีวิตเขาจะสร้างบ้านได้อย่างมากไม่เกิน 2-3 หลัง หนึ่งปีสถาปนิกออกแบบได้ประมาณ 4-5 หลัง แต่ซินแสที่มีชื่อเสียงนั้นในปีหนึ่งจะได้เห็นบ้านที่มีฮวงจุ้ยดีๆมากกว่านั้นหลายเท่า เห็นดวงเจ้าของบ้าน เห็นบ้านที่พาครอบครัวไปอยู่แล้วประสบความสำเร็จ ขณะเดียวกันโดยส่วนตัวผมก็ได้ชอบทำการค้นคว้าข้อมูล ศึกษารูปดวงและฮวงจุ้ยของมหาเศรษฐีและบริษัทใหญ่ๆในระดับโลก ว่ารูปดวงแบบนี้ เขาทำธุรกิจอะไร อยู่ในฮวงจุ้ยแบบไหน ใช้สีสันอะไร บ้านรูปทรงอะไร จึงประสบความสำเร็จ จนพิสูจน์ได้ว่าหลักวิชานี้ใช้ได้ จึงถือว่าฮวงจุ้ยนั้นสามารถสอดประสานเข้ากับหลักทางสถาปัตยกรรมได้อย่างดี

หรือในบางครั้งซินแสก็ต้องเป็นผู้เข้าไปเกี่ยวกับการวิเคราะห์โครงการในขนาดใหญ่ เช่น ธนาคารศรีอยุธยาที่เพลินจิต กว่าจะทุบรื้อเพื่อสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่ได้ ก็มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็บอกว่า ที่นี่เป็นเสมือนจุดเริ่มต้นที่สร้างให้ธนาคารนี้เติบโตเป็นหมื่นล้าน แต่ฝ่ายที่เห็นด้วยก็มองในเชิงธุรกิจว่า ทำเลตรงนั้นน่าจะมีมูลค่ามากกว่าตึก 7 ชั้นเดิม ปรากฏว่าอีกหนึ่งเสียงสำคัญที่สร้างความมั่นใจให้เกิดอาคารกรุงศรีฯ เพลินจิตแห่งใหม่ นี้ก็คือ ซินแส ครับ”

“ปัจจุบันหลายประเทศในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย หรือฮ่องกง ใช้ฮวงจุ้ยเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการแข่งขันทางธุรกิจเลยทีเดียว วางฮวงจุ้ยแก้กันสุดฤทธิ์ ซินแสจึงมีค่าตัวแพงมาก เมืองไทยก็เช่นกัน เจ้าสัวหลายรายมีความเชื่อด้านนี้มาก ซินแสดังๆ จึงมีแต่คนอยากเข้าหา บางท่านอายุมากยังรับงานจนต้องแจกบัตรคิวกันเลย ถึงขนาดว่าเรียกว่าเป็นอาชีพที่ห้ามเจ็บ ห้ามป่วย ห้ามสาย ห้ามตายเลยครับ”
ขณะที่รองศาสตราจารย์ ดร.ชูพงษ์ ทองคำสมุทร ผู้ผลิตสถาปนิกมองในเชิงทฤษฏีว่า

“ผมมองว่า ฮวงจุ้ยมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับสถาปัตยกรรม อย่างแรกคือ ‘ฟ้า’ เปรียบเหมือนดวงดาว ‘ดิน’ คือลักษณะของอาคาร และ ‘คน’ หมายถึงหัวหน้าองค์กร หรือหัวหน้าครอบครัวเป็นสำคัญ เพราะฉะนั้น ฟ้า-ดิน-คน จึงเป็นตัวกำหนดฮวงจุ้ย ซึ่งตรงนี้เมื่อฟ้ากำหนดคนที่เป็นปัจจัยที่สามแล้ว ดินจึงมีหน้าที่เชื่อมฟ้าให้เข้ากับคน จึงออกมาในรูปของที่ดิน ความลาดเอียง รูปแบบ รูปร่าง รูปทรงอาคาร สี วัสดุ ช่องเปิด ทิศทาง หน้า-หลัง การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ในระยะต่างๆ ตำแหน่งของการปลูกต้นไม้ ซึ่งเป็นเรื่องความมงคล จึงกลายเป็นว่าสถาปัตยกรรมต้องอิงกับฮวงจุ้ย คนจึงเชื่อเรื่องฮวงจุ้ย และดวงชะตาราศีมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่เรื่องของกายภาพ เช่น ซื้อรถต้องดูสีที่ถูกโฉลก ขณะที่เรื่องสถาปัตยกรรมจะอยู่ในด้านของการเรียนการสอน”


‘ฮวงจุ้ย’ เส้นบางๆ ระหว่าง ‘โหราศาสตร์’ กับ ‘วิทยาศาสตร์’

รองศาสตราจารย์ ดร.ชูพงษ์ ทองคำสมุทร เปิดประเด็นในมุมมองอาจารย์สถาปัตย์ฯ ว่า
“สำหรับผม ฮวงจุ้ยเป็นได้ทั้งโหราศาสตร์และวิทยาศาสตร์ คงต้องเล่าเท้าความนิดหนึ่ง ฮวงจุ้ยมาจากจีนโบราณเกิดมาสองพันกว่าปี และถูกพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้นคำสอนหรือข้อปฏิบัติ จึงเป็นเรื่องของการปรับสภาพแวดล้อมให้อาคารร้อนขึ้น และไม่รับลมตามสภาพบ้านเมืองของเขา เพราะเป็นเมืองหนาว ลมพัดก็ยิ่งหนาว หากได้แดดมากขึ้นจะทำให้อบอุ่น แต่หากนำมาใช้ในเมืองไทย โดยไม่ปรับทิศทางหรือสูตรก่อน เราจะได้อาคารที่ร้อนและไม่ได้ลม แล้วผมว่าในระยะหลังมานี้ สิ่งที่เป็นวิทยาศาสตร์ถูกพิสูจน์หมด แต่ในเรื่องฮวงจุ้ยกลับกลายเป็นโหราศาสตร์มากขึ้น มีการนำดวงชะตาราศีของคน เอาเรื่องดวงดาวมาผูกกับคน ตรงนี้ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าตรงหรือเท็จจริงอย่างไร ซึ่งน่าแปลกที่คนกลับเชื่อในสิ่งที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์มากกว่า

“ฉะนั้น แม้ผมเรียนด้านสถาปัตย์ฯ แต่ปัจจุบันก็ต้องศึกษาฮวงจุ้ยควบคู่ด้วย วงเล็บไว้ว่าในแบบที่ไม่เชื่อโหราศาสตร์ เชื่อในส่วนวิทยาศาสตร์เท่านั้น เปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ หากคุณขับรถสีแดง แต่มีหมอดูทักว่า รถสีแดงไม่ถูกโฉลก คุณก็ไปหาสติกเกอร์มาติดว่ารถคันนี้สีขาว ขณะที่ฮวงจุ้ยในเชิงวิทยาศาสตร์จะบอกว่า สถิติอุบัติเหตุในเมืองไทยเกือบครึ่งหนึ่งเกิดจากรถสีเข้ม แล้วในเวลากลางวันรถสีเข้มจะมีอุณหภูมิสูงกว่าสีอ่อน หากมีใครมาถามผมว่า ควรเลือกรถสีอะไร ผมจะถามกลับว่า จะเลือกเชื่อทางโหราศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์ โหราศาสตร์เป็นแบบนี้ วิทยาศาสตร์เป็นแบบนี้ เชื่ออะไรก็ทำไปตามนั้น ผมจะตอบสองมิติเสมอ”

ขณะที่ฝ่ายซินแสตะวัน ยอมรับในเรื่องโหราศาสตร์กับวิทยาศาสตร์ แต่ไม่ใช่ไสยศาสตร์

“จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้ผมต้องยอมรับโหราศาสตร์ เพราะตอนที่ผมเริ่มเรียนฮวงจุ้ย แม้ว่าเมื่ออ่านจากในดวงของตัวเองมีโอกาสที่ต้องมาเป็นซินแส ผมก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะเราทำงานที่ SCG อยู่ ก็เป็นบริษัทที่มั่นคง มีลูกน้องและเพื่อนมากมาย แต่ 7-8 ปีผ่านไป ไม่น่าเชื่อว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายอย่างจนผมพลิกผันกลายเป็นซินแสในที่สุด” จึงคิดว่าดวงบอกเราได้จริงๆ โดยที่เราก็ฝืนไม่ได้ด้วย

“ผมอยากบอกว่า โหราศาสตร์กับวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องเดียวกัน วิทยาศาสตร์มีสมมติฐาน และผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่าจริง ขณะที่โหราศาสตร์ใช้หลักสถิติการโคจรของดวงดาวเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงมาทำนายทายทัก อะไรที่หาข้อพิสูจน์ได้แล้วก็มารวมในวิชาวิทยาศาสตร์ ส่วนอะไรที่หาข้อพิสูจน์ไม่ได้ก็ยังจัดเป็นเรื่องของโหราศาสตร์ เป็นเงื่อนไขที่ซินแสใช้ในฮวงจุ้ย จึงถือเป็นเพียงเส้นบางๆ ที่กั้นระหว่างวิทยาศาสตร์กับโหราศาสตร์”

“ในอดีตการเรียนวิชาสถาปัตยกรรมนั้นรวมอยู่ในวิชาฮวงจุ้ยด้วย ซินแสต้องมีความรู้ในการออกแบบอาคาร ชัยภูมิเมือง แต่ยิ่งเวลาผ่านไป การแตกแขนงของวิชาก็มีเยอะขึ้นเรื่อยๆ จนเหมือนไม่มีความเกี่ยวข้องกัน คิดง่ายๆ ว่าในยุคปัจจุบัน คณะวิศวกรรมศาสตร์ยังมีเป็นสิบสาขา หรือในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ตอนนี้ก็มี 5-6 สาขาวิชา ที่พัฒนามาจากหลักการเดียวกัน คือ วิชาว่าด้วยการดูแลสภาพแวดล้อมที่เข้ากับมนุษย์นั่นเอง

“หลักพื้นฐานของฮวงจุ้ยง่ายๆ คือ หากอยู่ในบ้านแล้วมีลมกับแสงเข้าบ้าน ก็ถือว่าเป็นฮวงจุ้ยดีได้เกินครึ่งแล้ว เพราะเงื่อนไขแรกของซินแสที่ไปดูบ้านลูกค้า คือ จะยืนอยู่ที่ประตูบ้านแล้วมองรอบๆ ว่าใบไม้ปลิวมั้ย 4-5 นาทีผ่านไปรู้สึกร้อนไหม ถ้าลมผ่านตัวผ่านหน้าตลอด แสดงว่าบ้านนั้นมีฮวงจุ้ยดี ยิ่งเก็บกวาดบ้านให้โปร่งโล่ง ไม่มีสิ่งกีดขวาง ตื่นเช้ามาบังคับทุกคนในบ้านเปิดหน้าต่างทุกบาน และเปิดประตูทิ้งไว้ด้วย อย่างน้อยให้อากาศถ่ายเท มีแสงเข้าบ้านทำให้ไม่มีเชื้อโรค ผู้อยู่อาศัยมีสุขภาพดี เพราะเชื้อโรคไม่เติบโตในที่แห้ง หากทำอย่างนี้ให้ได้อย่างน้อย 40-50 เปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่าเป็นฮวงจุ้ยที่ดีได้

“ผมจึงถามตัวเองทุกครั้ง เวลาให้คำปรึกษาลูกค้าว่า หากเป็นบ้านเราเองจะทำอย่างไรต้องหาเหตุผลตอบตัวเองให้ได้สัก 10 ครั้ง แล้วจึงกล้าแนะนำภายใต้พื้นฐานของการมีเหตุมีผล จึงสามารถพูดได้อย่างมั่นใจว่า สิ่งที่ทำไม่ใช่ไสยศาสตร์”



สถาปนิกรุ่นใหม่ควรหรือไม่ควรแคร์ฮวงจุ้ย

อาจารย์ตะวันประเมินสถานการณ์โดยใช้พื้นฐานจากการเรียนสถาปัตย์ฯที่จุฬาฯ ผนวกกับประสบการณ์ที่รับปรึกษาฮวงจุ้ยให้กับลูกค้านักธุรกิจรุ่นใหม่ออกมาได้ความว่า

"ลูกค้าผม 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นนักธุรกิจอายุ 30 – 50 ปี ก็น่าจะเรียกว่า เป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งผมขอใช้คำว่า “ให้ความสนใจ” ในเรื่องของฮวงจุ้ย แต่ผมไม่ได้ถามเขาหรอกว่า เขาเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ไหม ที่แน่ๆ ตอนนี้ฮวงจุ้ยได้รับความสนใจมาก ผมเข้าใจว่า เป็นเพราะมนุษย์ไม่ชอบความเสี่ยง สมมติซื้ออาคารสักหลัง หรือโรงงานสักแห่ง เมื่อจัดวางตำแหน่งการวางเครื่องจักรกับตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ตามแผนกต่างๆ แล้ว หากมีคนมาทักว่า วางตรงนี้ไม่ดีไม่เป็นมงคล ก็จะเกิดความไม่สบายใจ ไม่มั่นใจ การเชิญซินแสมืออาชีพมาจัดปรับฮวงจุ้ยก็เหมือนเป็นตราประทับความถูกต้องสร้างความมั่นใจ เพื่อเอาเวลาไปทำธุรกิจดีกว่า”

“หากศึกษาฮวงจุ้ยอย่างลึกซึ้งจะรู้ว่า เป็นเรื่องธรรมชาติล้วนๆ ลองคิดว่าเพราะอะไรมนุษย์ถึงมีความชอบต่างกัน ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ ขณะที่วิชาฮวงจุ้ยมีการถอดโครงสร้างดวง ซึ่งคำว่าดวงก็มาจากดวงดาวนี่ละครับ เริ่มดูดวงนับตั้งแต่วันเวลาที่เราเกิดแล้วนำมาเทียบกับวงโคจรของดวงดาวเช่น ดวงอาทิตย์ แล้วนำมาปรับสมดุลของดวงตามหลักฮวงจุ้ย”

“ทุกวันนี้ ผมเชื่อว่า 70-80 เปอร์เซ็นต์ของนักธุรกิจจะดูฮวงจุ้ย ส่วนใหญ่แบ่งเป็น 2 แบบ คือ การดูระยะยาวจะมีสูตรคำนวณว่า บ้านหลังนี้ ออฟฟิศนี้ในระยะ 10-20 ปี ตำแหน่งพลังที่ดีอยู่ที่จุดไหน ซินแสจะวางฮวงจุ้ยให้เป็นมงคลในระยะยาว หรือในกรณีที่นักธุรกิจบางท่านให้ความสำคัญมากหน่อยก็จะดูฮวงจุ้ยกันทุกปี หรือในช่วงที่ธุรกิจเข้าด้ายเข้าเข็ม บางคนก็ดูเป็นรายไตรมาสจนถึงรายเดือนก็มี เหมือนพฤติกรรมการไปพบแพทย์ หากมั่นใจในสุขภาพตัวเองมาก 10 ปีมาหาหมอสักครั้ง ถ้าไม่ค่อยมั่นใจก็ไปพบแพทย์บ่อยหน่อย

“ฮวงจุ้ยไม่ใช่เรื่องงมงาย เป็นเรื่องของการที่มนุษย์ไม่ชอบความเสี่ยง ต้องยอมรับว่า เวลาอยู่กับลูกค้า ผมไม่รู้หรอกว่า ใครเชื่อผมเต็ม 100 หรือแค่ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อยนักธุรกิจต้องมีนักกฎหมายหรือนักการเงินคู่ใจที่มีปัญหาสามารถโทรศัพท์เรียกได้ทันที เช่นเดียวกันที่ในสมัยนี้ก็ต้องมีซินแสคู่ใจ ที่สามารถปรึกษาเรื่องดวงและฮวงจุ้ยได้อย่างมั่นใจ!!”

ฝ่ายรองศาสตราจารย์ดร.ชูพงษ์ ทองคำสมุทร ที่มีประสบการณ์ตรงทั้งสองฝั่งคือสถาปัตยกรรมกับฮวงจุ้ย สรุปว่า

“คนรุ่นใหม่จะเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็นมากกว่า ในทางวิทยาศาสตร์อย่างเช่น บ้านคนจีนจะหันไปทางทิศใต้เสมอ ความจริง คือ หันหน้าบ้านรับแดด ขณะที่บ้านของคนไทยจะต้องหันในทางที่ไม่มีแสงแดด คือ ทิศเหนือหรือตะวันออกเฉียงเหนือ นี่คือเรื่องจริงที่ต่างกัน ขณะที่ทางโหราศาสตร์บอกว่า คุณเกิดวันนี้ราศีนี้ ผูกดวงแล้วควรหันบ้านไปทางทิศไหน ซึ่งคนไทยมีนิสัยที่ว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ เชื่อไว้ก่อนก็ไม่เสียหายอะไรใช่ไหมครับ

“ปัจจุบันมีคนที่เรียนรู้เพียงผิวเผิน แล้วนำไปใช้ในช่องทางการขายวัตถุมงคลพวกลูกแก้ว ผ้ายันต์ ใบละหลายบาท ซึ่งยังมีอยู่ ผมเรียกว่าคนเหล่านี้ไม่รู้จริง แล้วนำไปปรับใช้ประโยชน์เข้าหาตัวเอง ซึ่งเป็นบาป ให้ระวังคนพวกนี้ไว้ด้วย คือ คนพวกนี้มีลักษณะอย่างหนึ่งคือ เที่ยวไปบอกว่า สิ่งที่เขาทำไม่เป็นมงคลอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าเป็นซินแสที่มีจรรยาบรรณจริงๆ เขาจะไม่เที่ยวทักคนไปทั่วครับ ก็มีหลายท่านที่เสียเงินกับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ก็ต้องระวังพวกมิจฉาชีพด้วยนะครับ มีเยอะ ที่หากินกับความเชื่อของคน”

เหนือสิ่งอื่นใด หาก 2 ศาสตร์นี้ทำงานคู่กัน ฝั่งฮวงจุ้ยได้ซินแสที่มีจรรยาบรรณ ส่วนสถาปัตยกรรมได้สถาปนิกที่ซื่อสัตย์กับวิชาชีพ เมื่อรวมกับเจ้าของเป็นคนดี มีความศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยม พลังบวกเหล่านี้จะเสริมให้ผู้อาศัยอยู่ในบ้านหรืออาคารแห่งนั้น

“มีแต่เฮงกับเฮง”







หน้าแรกฮวงจุ้ย

 

 

 

 


Copyright©2007 by Master Tawan Lekhapat. All Rights Reserved.mastertawan@hotmail.com